บริษัทจำกัด: เรื่องควรระวัง

อย่างที่ผมเคยได้กล่าวไว้ในตอนก่อน ๆ ว่า บริษัทจำกัดมีข้อดีมากมายและเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืนนะครับ แต่ด้วยเหตุที่บริษัทจำกัดโดนออกแบบมาเพื่อให้บุคคลหลาย ๆ คนเข้ามามีผลประโยชน์ร่วมกันในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัท กฎหมายจึงจำเป็นจะต้องกำหนดกฎระเบียบและกติกาเพื่อให้การดำเนินการของบริษัทจำกัดเป็นไปด้วยความยุติธรรมและป้องกันการเอาเปรียบซึ่งกันและกันในระหว่างผู้ถือหุ้นนะครับ

ในวันนี้ผมจะพาทุกท่านไปเรียนรู้เรื่องที่ควรระมัดระวังเมื่อท่านได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดแล้ว แต่ก่อนที่จะไปพบกับเนื้อหาในเรื่องเกี่ยวกับบริษัทจำกัด หากท่านต้องการเรียนรู้และได้รับข้อมูลที่อัพเดตเกี่ยวกับบริษัทจำกัดรวมไปถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของท่าน สามารถที่จะกดรับข้อมูลข่าวสารได้ที่แบบฟอร์มด้านล่างนี้นะครับ โดยผมจะมีจดหมายข่าวส่งให้ท่านอ่านเป็นประจำทุกๆสัปดาห์เพื่อให้ท่านไม่พลาดเนื้อหาของกฎหมายที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของท่านครับ

แต่ก่อนที่จะไปเข้าเรื่องกัน หากท่านต้องการติดตามข่าวสารและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและสาระน่ารู้สำหรับผู้ประกอบการ ท่านสามารถสมัครรับข่าวสารรายสัปดาห์ได้โดยการใส่อีเมลด้านล่างนี้ครับผม ^^



Business laws

เรื่องควรระวังตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นกฎหมายที่กล่าวถึงการเกิดขึ้นของบริษัทจำกัด กฎเกณฑ์ทั่วไปของการดำเนินกิจการของบริษัทจำกัด สิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้นกรรมการของบริษัท รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและบุคคลภายนอก อย่างไรก็ดี ผู้ถือหุ้นในบริษัทสามารถตกลงกันกำหนดกฎเกณฑ์ สิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ เพิ่มเติมจากที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ มักนิยมทำเป็นสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นและนำความไปจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้มีผลเป็นที่ทราบกันของผู้ที่จะเข้ามาทำนิติกรรมกับบริษัทด้วยนะครับ

โดยในการดำเนินการไม่ว่าจะในฐานะของกรรมการหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัด ผู้ประกอบการควรที่จะรู้และระวังในเรื่องดังต่อไปนี้ครับ

    1. ข้อบังคับคือเอกสารที่เสมือนธรรมนูญของบริษัท
    2. การดำเนินกิจการใด ๆ ของบริษัทจำกัดจะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนเอาไว้
    3. การดำเนินการของกรรมการต้องเป็นไปตามข้อบังคับและอยู่ภายใต้การครอบงำของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น
    4. แม้จะเป็นผู้ถือหุ้นข้างน้อยก็มีสิทธิ์ตรวจสอบการดำเนินงานของกรรมการที่มาจากการแต่งตั้งของผู้ถือหุ้นกลุ่มใหญ่ได้
    5. เป็นกรรมการบริษัทหากทำให้บริษัทต้องได้รับความเสียหาย กรรมการก็อาจต้องรับผิดในความเสียหายนั้นด้วยเช่นกัน

ข้อบังคับคือเอกสารที่เสมือนธรรมนูญของบริษัท

ข้อบังคับเป็นเอกสารภายในบริษัทที่ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้นและกรรมการในบริษัท และรวมถึงเนื้อหาที่เกี่ยวกับกระบวนการในการจัดประชุมผู้ถือหุ้น การดำเนินการหรือการจัดการงานในบริษัทครับ นอกจากแล้ว ข้อบังคับยังกำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้นแต่ละกลุ่มเอาไว้ด้วยเช่นกัน ในขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ทุกบริษัทต้องมีข้อบังคับเสมอไปนะครับ แต่หากไม่มีจะถือว่า เอาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้เป็นข้อบังคับแทน ในทางปฎิบัติแล้ว ข้อบังคับจะมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับเนื้อหาของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น การจัดประชุมผู้ถือหุ้น ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัท เป็นต้น 

ในบางกรณี ผู้ถือหุ้นก็จะมีการตกลงกันเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วนจากที่กำหนดโดยกฎหมาย เช่น สิทธิในการซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นกลุ่มอื่น สิทธิในการแต่งตั้งกรรมการของบริษัท เป็นต้น โดยมากจะพบได้ในข้อบังคับของบริษัทสตาร์ทอัพ หรือบริษัทที่ได้รับการลงทุนจากนักลงทุนกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งสิทธิและหน้าที่เหล่านี้ออกแบบมาเพื่อการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือแต่ละคน และเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงในทางพาณิชย์ที่มีระหว่างกันครับ



การดำเนินกิจการใด ๆ ของบริษัทจำกัดจะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนเอาไว้

ด้วยเหตุที่นิติบุคคลเป็นบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายและมีคนที่เข้ามามีส่วนได้เสีย (ถือหุ้น) มากกว่า 1 คน และการดำเนินการใด ๆ ของบริษัทจะต้องดำเนินการงานตัวแทนของบริษัทนั่นก็คือ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นของบริษัทผ่านการลงมติในที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้นนั้นเองครับ 

กฎหมายจึงได้กำหนดมาตรการขึ้นมาอีกประการหนึ่งเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของผู้ถือหุ้นนั่นก็คือ การที่บริษัทจำกัดจะทำอะไร หรือเข้าไปผูกพันตัวเองในนิติกรรมใด ๆ การกระทำนั้น ๆ จะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนเอาไว้นั่นเองครับ ซึ่งหากในกรณีที่กรรมการไปทำการใดๆนอกเหลือไปจากขอบเขตของวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนเอาไว้ การกระทำหรือนิติกรรมนั้น ๆ ก็อาจจะไม่ผูกพันบริษัทนั่นก็หมายถึงบริษัทไม่ต้องรับผิดชอบในบรรดาหนี้สิน หรือหน้าที่ใด ๆ ที่ได้กระทำลงนอกขอบเขตของวัตถุประสงค์ของบริษัทนั่นเองครับ

ที่นี้คุณผู้อ่านทั้งหลายก็จะมีคำถามว่า แล้วแบบนี้ใครจะเป็นคนรับผิดชอบล่ะ? คนที่รับผิดชอบในกรณีที่ไปทำการหรือทำนิติกรรมที่นอกเหนือไปจากขอบเขตของวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนไว้ ก็คือกรรมการที่ไปทำเรื่องเงินเอาไว้นั่นเองครับ เช่นนี้ ก่อนที่ท่านจะได้ทำการหรือทำนิติกรรมใด ๆ ในฐานะที่เป็นตัวแทนของบริษัท หรือจะทำนิติกรรมกับบริษัทก็ควรที่จะต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนว่า การกระทำหรือนิติกรรมนั้น ๆ อยู่ภายใต้ขอบเขตของวัตถุประสงค์ของบริษัทนั่นหรือไม่ 

ซึ่งการตรวจสอบก็สามารถทำได้ไม่ยากโดยการขอหนังสือรับรองของบริษัทบริษัทที่ท่านต้องการทำนิติกรรมหรือค้าขายด้วย อีกที่หนึ่งที่สามารถทำได้นั่นก็คือ การสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์นั่นเองครับ เรื่องสำคัญแบบนี้ผมคิดว่า เราควรที่จะป้องกันเอาไว้ดีกว่ามาตามแก้ไขในภายหลังนะครับ ถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นแล้ว มีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาตรงนี้ครับ

การดำเนินการของกรรมการต้องเป็นไปตามข้อบังคับและอยู่ภายใต้การครอบงำของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น

ด้วยเหตุที่บริษัทจำกัดเป็นเพียงบุคคลที่กฎหมายสมมุติขึ้นมา ในการกระทำการใด ๆ จึงจำเป็นต้องมีคนจริง ๆ เป็นผู้กระทำการแทนนะครับ ซึ่งในบริบทของบริษัทจำกัดนั่นก็คือ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามนั่นเองครับ โดยกฎหมายกำหนดให้ต้องมีกรรมการอย่างน้อย 1 คน เพื่อจัดการให้เป็นไปตามข้อบังคับของบริษัท และที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้น 

จะเห็นได้ว่ามี 2 อย่างที่กรรมการจะต้องปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัดนะครับนั่นก็คือข้อบังคับบริษัท และมติที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น โดยข้อบังคับบริษัทเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์และวิธีการจัดการในบริษัท อาทิเช่น สิทธิของหุ้นประเภทต่าง ๆ การเรียกประชุม สิทธิในการลงคะแนนเสียง ของกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในเรื่องต่างๆ เป็นต้น

ในขณะที่ มติที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้นเป็นเรื่องอื่น ๆ เช่น การดำเนินธุรกิจ การลงทุน หรือการดำเนินการอื่น ๆ ในกิจการ โดยตามกฎหมายแล้วมติที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้นมี 2 แบบด้วยกันกล่าวคือ มติธรรมดา และมติพิเศษ โดยที่มติธรรมดาคือมติเสียงข้างมาก (50% ขึ้นไป) เอาไว้สำหรับการดำเนินการเรื่องทั่ว ๆ ไป เช่น การตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ การเปลี่ยนตัวกรรมการ เป็นต้น และมติเศษ (75% ขึ้นไป) เอาไว้สำหรับการพิจารณาเรื่องดังต่อไปนี้ครับ

    1. แก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท
    2. แก้ไขข้อบังคับของบริษัท
    3. เพิ่มทุนจดทะเบียน
    4. ลดทุนจดทะเบียน
    5. ควบบริษัท และ
    6. เลิกบริษัท

ในการมีมติทั้งมติธรรมดาและมติพิเศษนี้ มีข้อควรระวังคือ กระบวนการก่อนที่จะมีการประชุมผู้ถือหุ้นจะต้องได้ดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายเริ่มตั้งแต่เนื้อหาของหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้น การส่งหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้น การส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุม การเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น การดำเนินการประชุมตามวาระต่าง ๆ การออกเสียงลงมติในการประชุมผู้ถือหุ้น จนไปถึงการจัดทำรายงานการประชุมส่งให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกราย ซึ่งหากไม่ได้ทำตามขั้นตอน หรือทำไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง ก็อาจเสี่ยงที่จะทำให้การประชุมครั้งนั้น ๆ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และส่งผลต่อเนื่องให้การลงมติในที่ประชุมนั้น ๆ ไม่อาจเอามาบังคับได้ครับ ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้เกิดความล่าช้า และผลกระทบตามมาอีกมากมายอย่างแน่นอนครับ

แม้จะเป็นผู้ถือหุ้นข้างน้อยก็มีสิทธิตรวจสอบการดำเนินงานของกรรมการที่มาจากการแต่งตั้งของผู้ถือหุ้นกลุ่มใหญ่ได้

ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผมเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับบริษัทหรือสตาร์ทอัพหลาย ๆ ราย มีความเข้าใจผิดกันในหมู่ผู้ประกอบการว่า หากเราเป็นผู้ถือหุ้นข้างน้อย สิทธิต่าง ๆ ของเราก็จะต้องด้อยกว่าคนที่เป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เสมอไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกฎหมายได้กำหนดกฎเกณฑ์และกติกาในการดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทเอาไว้ โดยที่กฎหมายได้กำหนดสิทธิของผู้ถือหุ้นเอาไว้หลายประการ 

ตัวอย่างร้องสิทธิของผู้ถือหุ้น อาทิเช่น การใช้สิทธิออกเสียงเพื่อลงมติต่าง ๆ ที่ตนเองเห็นชอบในการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท สิทธิในการเข้าตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นมันเป็นเอกสารที่แสดงถึงการโอนหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละคน สิทธิในการฟ้องร้องหรือเรียกร้องเอาจากกรรมการที่ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย สิทธิในการเข้าประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น สิทธิรายการได้รับได้รับสำเนางบดุลของบริษัท สิทธิในการตรวจสอบรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น หรือสิทธิที่จะร้องขอให้มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้น เป็นต้น 

จะเห็นได้ว่า กฎหมายได้กำหนดให้มีการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ ก็ยังมีมาตรการที่สามารถควบคุม หรือสอดส่องการทำงานของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามได้เช่นกันนะครับ ในกรณีพิเศษ เช่น ในกรณีที่มีการเข้ามาลงทุนในบริษัทของนักลงทุน นักลงทุนส่วนมากก็จะขอสิทธิเพิ่มเติมเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของตน และเพิ่มความรัดกุมในการตรวจสอบการทำงานของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเพิ่มเติมจากที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้อีกด้วยนะครับ

เป็นกรรมการบริษัทหากทำให้บริษัทต้องได้รับความเสียหาย กรรมการก็อาจต้องรับผิดในความเสียหายนั้นด้วยเช่นกัน

ตามกฎหมายแล้ว กรรมการถือได้ว่าเป็นตัวแทนของบริษัทในการดำเนินธุรกิจรวมไปถึงการทำนิติกรรมสัญญาในนามของบริษัท โดยนิติกรรมหรือสัญญาใด ที่ได้กระทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายกล่าวคือ เป็นการกระทำหรือนิติกรรมที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของวัตถุประสงค์ของบริษัท หรือเป็นการกระทำใดที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น นิติกรรมหรือสัญญานั้นมีผลผูกพันบริษัทให้ต้องรับผิดหรือชอบด้วยนะครับ

นอกจากนี้ กฎหมายยังได้กำหนดหน้าที่ของผู้ที่เป็นกรรมการบริษัทเอาไว้ดังต่อไปนี้ครับ

  1. ต้องใช้ความเอื้อเฟื้อและสอดส่องในการดำเนินกิจการ ในลักษณะที่ผู้ประกอบการทั่ว ๆ ไปเพิ่งจะใช้
  2. ดำเนินการให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น
  3. ดูแลให้การใช้เงินค่าหุ้น มีการใช้เงินกันจริง ๆ
  4. จัดหาให้มีและรักษาให้เรียบร้อยซึ่งบรรดาสมุดบัญชีและเอกสารที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้
  5. จัดการเรื่องเงินปันผลหรือดอกเบี้ยให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด 

ประการหนึ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากในการทำหน้าที่เป็นกรรมการของบริษัทนั่นก็คือ กฎหมายกำหนดห้ามมิให้กรรมการคนหนึ่งคนใด ประกอบกิจการอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน หรือเป็นการแข่งขันกับบริษัทที่ตนเองเป็นกรรมการอยู่ด้วยเห็นแต่การประกอบกิจการอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันหรือที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับบริษัทที่ตนเองเป็นกรรมการอยู่ด้วย ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นนะครับ

 เห็นไหมครับว่า ในการดำเนินธุรกิจในรูปแบบของบริษัทจำกัดมีเรื่องที่ต้องระวังอยู่หลายประการนะครับ ซึ่งหากดำเนินการโดยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังแล้ว ก็ย่อมมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายกับธุรกิจ และยิ่งไปกว่านั้น ท่านเองในฐานะกรรมการของบริษัทอาจจะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบริษัทด้วยเช่นกันนะครับ ดังนี้แล้ว หากท่านประกอบกิจการหรือดำเนินธุรกิจในรูปแบบของบริษัทจำกัดโดยไม่ได้ศึกษาเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจำกัดแล้วเกิดความเสียหาย หรือละเมิดข้อบังคับของบริษัท หรือฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย ก็อาจส่งผลให้ท่านต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวในความเสียหายที่ท่านได้ก่อให้เกิดกับบริษัทอีกด้วยนะครับ

ก่อนจากไปในวันนี้ผมขอฝากเอาไว้ ความรู้เป็นสิ่งที่หาได้ แต่ราคาที่จ่ายเพราะความไม่รู้นั้นสูงลิ่วเสมอนะครับ