เสียหายมากกว่าที่คิด หากธุรกิจหยุดเดินเพียงเพราะหุ้นส่วน 2 คนจำข้อตกลงไม่ตรงกัน
คุยกันไว้ว่า "คนละครึ่ง" แต่ทะเบียนผู้ถือหุ้นบอกว่า 60 ต่อ 40
วันที่เถียงกัน กฎหมายเชื่อทะเบียน ไม่เชื่อความจำ
อย่าปล่อยให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นกับตัวคุณ อย่าปล่อยให้ตัวเองหัวหมุน เพียงแค่ทำเอกสารให้ดี
FounderPact คือ คอร์สออนไลน์ที่จะพา "คุณ" กับ "หุ้นส่วน" สร้าง "สัญญาผู้ก่อตั้ง" ได้ด้วยตัวเอง ไล่เรียงครบจบภายใน 5 ขั้น ตั้งแต่การค้นหาจุดที่ยังเห็น/คิดไม่ตรงกัน ไปจนถึงการทำให้เอกสาร/สัญญาที่สร้างไว้ผูกพันตามกฎหมายไทยได้จริง
สอบถามกับผู้สอนโดยตรงว่า คุณเหมาะกับคอร์ส FounderPact หรือไม่?
สอบถามเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนใคร คอร์สเปิดเมื่อไหร่ คุณพร้อมลุยได้ทันที!
รู้หรือไม่ ว่าทั่วไปแล้วมีหุ้นส่วนอยู่ 2 แบบ แต่ละแบบมีราคาที่ต้องจ่าย
แบบที่ 1
ไม่มีบันทึกเอกสารอะไรเลย
แบบนี้เจอบ่อยครับ พูดคุยกันในร้านกาแฟ ใครจะทำอะไร ใครถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แบ่งกำไรกันยังไง ตกลงจบได้ภายในบ่ายเดียว ข้อผิดพลาดประการใหญ่ของการพูดคุยลักษณะนี้ คือ ไม่มีใครคิดจะจด จะขีดจะเขียน เพราะการจดบันทึกสิ่งที่คุยกันในวันที่ทุกคนยังตื่นเต้นกับธุรกิจ มันดูเหมือนกำลังบอกอีกฝ่ายว่าไม่ไว้ใจอยู่หรือเปล่า
ข้อตกลงแบบคุยกันปากเปล่านี้ใช้ได้ดีมากครับ ตราบใดที่ความจำของทุกคนยังตรงกัน แต่เมื่อใดที่ความจำของใครสักคนเริ่มสับสน เมื่อนั้นแหละครับ ปัญหาใหญ่กำลังมาเยือนคุณและธุรกิจของคุณแล้ว
แบบที่ 2
มีบันทึกเอกสาร แต่ไม่มีใครเคยอ่านเลย
หลายคนอาจจะเริ่มต้นได้ดีด้วยการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทผ่านสำนักงานรับจดทะเบียน จากนั้นคุณและหุ้นส่วนก็ได้ข้อบังคับบริษัทสำเร็จรูปมาชุดหนึ่ง ตรงไหนที่เขาชี้ให้เซ็นชื่อก็เซ็นไป แล้วเอาเข้าไปเก็บไว้ในแฟ้มในตู้ ไม่เคยหยิบออกมาเปิดอ่านดูอีกเลย
แล้วรู้บ้างไหม ว่าในเอกสารชุดนั้นเขียนไว้ว่าใครมีอำนาจอะไร โอนหุ้นได้แค่ไหน ต้องใช้เสียงเท่าไหร่ถึงจะตัดสินใจเรื่องใหญ่ได้ เมื่อใดที่คุณกับหุ้นส่วนเห็นไม่ตรงกัน กฎหมายจะว่าตามเอกสารนั้นก่อนจะฟังคุณสองคนเสียอีก และที่สำคัญ สิ่งที่อยู่ในเอกสารนั้นมักไม่เหมือนที่คุยกันไว้
ศัตรูของเรื่องนี้คือใคร? ผมบอกได้ว่า "ไม่ใช่" หุ้นส่วนของคุณครับ
เพราะศัตรูที่แท้จริงของเรื่องนี้ คือ "ช่องว่าง" ระหว่างสิ่งที่คุณตกลงกันไว้ vs สิ่งที่เขียนอยู่จริงบนกระดาษ ในวันที่ทุกอย่างยังไปได้ดี ช่องว่างนี้ไม่เคยถูกมองเห็น แต่เมื่อวันที่เริ่มคุยกันยากเย็น นี่คือสิ่งจำเป็นที่คุณจะต้องใช้มันครับ
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด
วันที่เถียงกัน กฎหมายเชื่อทะเบียน ไม่เชื่อความจำ
ลองเช็กตัวเองกับหุ้นส่วน มีข้อตกลงไหนที่ยังไม่ได้เขียนลงไปบ้าง
Checklist 5 ข้อนี้ช่วยคุณ (และธุรกิจคุณ) ได้ ในวันที่อะไรๆ ไม่เหมือนเดิม
- ใครถือหุ้นเท่าไหร่ เพราะอะไร เขียนไว้ และเซ็นแล้วหรือยัง?
- หากวันหนึ่งมีคนอยากออก หุ้นของเขาจะเป็นยังไง และตีราคาแบบไหน ตกลงกันไว้หรือยัง?
- คนที่ออกไปด้วยดี กับคนที่ออกไปแบบมีปัญหา ได้อะไร - ได้เงิน ได้หุ้น ได้ผลตอบแทนอย่างอื่น คุยกันไว้ชัดหรือยัง?
- จะตัดสินใจเรื่องใหญ่ต้องใช้เสียงเท่าไหร่ ถ้าถือคนละครึ่งแล้วตกลงกันไม่ได้ ใครคือผู้ชี้ขาด?
- แต่ละคนเอาอะไรมาลง และได้โอนเป็นของบริษัทแล้วหรือยัง?
หากมีข้อใดที่คุณ "ยังไม่ได้เขียน" ผมอยากบอกว่า ไม่ใช่คุณเพียงคนเดียวที่ทำได้ไม่ครบ ซึ่งปัญหาของหุ้นส่วนเกือบทุกคู่มักเริ่มจากตรงนี้ครับ แต่ข่าวดี คือ ตอนนี้คุณยังแก้ไขด้วยการคุยกันได้ ยังไม่ถึงกับต้องฟ้องร้องกันครับ
เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี...ที่ผมได้นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างหุ้นส่วนที่แตกกัน
สวัสดีครับ ผม "ปริญ เคียนทอง" ทนายความจากคอร์ปจูริสท์ กว่า 10 ปีที่ผมทำงานกฎหมายธุรกิจให้ SME และผู้ก่อตั้ง / Founder ทั้งหลาย งานประเภทหนึ่งที่ผมเจอบ่อยที่สุด คือ การเข้าไปช่วยแก้ไขในตอนที่หุ้นส่วนเริ่มแตกกันแล้ว
เรื่องราวแบบเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก จนผมหลับตาเล่าได้เลยครับ เริ่มต้นจากกลุ่มคน 2 หรือ 3 คนที่อยากทำธุรกิจด้วยกันเพราะเชื่อใจกัน ไม่มีบันทึกอะไรเป็นเอกสารหลักฐาน ธุรกิจก็ไปได้ดี แต่พอวันหนึ่งที่มีเรื่องตกลงกันไม่ได้ เช่น ใครควรได้เท่าไหร่ ใครควรออกไปจากบริษัท หรือใครตัดสินใจผิดพลาด เมื่อไม่เคยมีอะไรเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร อาศัยเพียงแค่ความจำและความเชื่อใจ ต่างคนก็ต่างจำไปคนละแบบ และที่สำคัญ...ต่างคนก็ต่างเชื่อว่าตัวเองจำถูกเสียด้วย
และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น มีราคาที่ต้องจ่าย "แพงกว่า" ที่ทุกคนคิดไว้ตอนเริ่มธุรกิจอีกครับ
ธุรกิจหยุดเดิน เพราะไม่มีใครกล้าตัดสินใจอะไรตอนที่อีกฝ่ายไม่เห็นด้วย เงินที่ควรหมุนกลับติดอยู่ในบริษัทที่เดินต่อไม่ได้ ลูกค้าเริ่มหาย พนักงานเริ่มไม่แน่ใจ ไหนจะคดีที่เข้าสู่ศาล ซึ่งไม่ได้จบภายในเดือนสองเดือนแน่นอน แต่มันลากยาวเป็นปี หรือบางเรื่องบางคดีอาจกินเวลาหลายปีด้วยซ้ำ
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ผมจะขอยกตัวอย่างสมมติที่ผมเห็นซ้ำๆ ให้คุณฟังนะครับ
ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง คน 2 คนตกลงแบบปากเปล่าว่าจะเป็นหุ้นส่วนกัน
4 ปีต่อมา คนหนึ่งอยากออก และบอกว่าเราเคยตกลงกันไว้ว่า หากใครออก อีกคนจะซื้อหุ้นคืนในราคายุติธรรม
แต่อีกคนบอกไม่ใช่ เราตกลงกันไว้ว่า หากใครออกก่อน 5 ปี จะต้องคืนหุ้นให้บริษัทต่างหาก
และนี่คือส่วนที่ผมอยากให้คุณฟังให้ดีครับ ทั้งสองคนนี้ ไม่มีใครโกหก ต่างคนต่างจำสิ่งที่ตัวเองคิดว่าได้ยินในวันนั้น และความจำของคนเรามักเข้าข้างตัวเองแบบไม่รู้ตัว จน 4 ปีผ่านไป ไม่มีใครพิสูจน์อะไรได้เลย
ธุรกิจที่สองคนสร้างมาด้วยกันถึง 4 ปี ต้องหยุดชะงักเพื่อมาเถียงกันว่าใครจำถูก และไม่ว่าใครจะชนะในที่สุด ความสัมพันธ์อันดีที่ก่อเกิดธุรกิจนี้ได้ตั้งแต่แรกก็คงไม่หวนกลับมาอีกแล้ว
สิ่งที่ผมได้ตกผลึกจากการเข้าไปช่วยจัดการเรื่องแบบนี้มาหลายปี คือ
ทุกครั้งที่ผมเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องหุ้นส่วน ผมเคยคิดแบบเดียวกับทุกคนว่า ถ้าตอนเริ่มธุรกิจ เขาจ้างทนายร่างสัญญาไว้สักฉบับ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร
แต่แล้ววันหนึ่ง ผมก็พบว่า คำตอบนั้นตอบไม่ตรงคำถามครับ
ผมเองเป็นทนายวิชาชีพ และผมอยากบอกว่าส่วนที่ยากที่สุดไม่ใช่การร่างเอกสาร เพราะเอกสารที่ดีเป็นเพียงการบันทึกสิ่งที่หุ้นส่วนตกลงกันได้แล้ว แต่ปัญหาที่แท้จริง คือ สิ่งที่หุ้นส่วนยังตกลงกันไม่ได้ต่างหาก และส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะไม่เคยพูดเรื่องยาก ๆ เหล่านั้นออกมาอย่างตรงไปตรงมาเลย
หากหุ้นส่วน 2 คนยังเข้าใจไม่ตรงกัน ต่อให้เอาทนายเก่งแค่ไหนมาช่วยร่างสัญญา สิ่งที่คุณได้จะกลายเป็นกระดาษที่บันทึกความเข้าใจผิดไว้อย่างเป็นทางการเท่านั้นครับ
เอกสารคือปลายทาง บทสนทนาระหว่างทางคือของจริง
เมื่อหัวใจสำคัญอยู่ในบทสนทนาระหว่างกัน สิ่งที่หุ้นส่วนต้องการจึงไม่ใช่ทนายที่เก่งขึ้น หากแต่เป็น "ลำดับโครงสร้าง" ที่จะช่วยให้สิ่งที่พูดคุยกันนั้นอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่มีเรื่องใดตกหล่น และคอร์สที่ผมสร้างขึ้นมานี้จะพาคุณจัดการเรื่องนี้อย่างเหมาะสมก่อนเริ่มต้นทำธุรกิจด้วยกันครับ
3 เรื่องที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจกลับด้าน
ข้อ 1 – สนิทกันแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าเข้าใจตรงกันเสมอ
ความเชื่อที่ต้องล้ม เราสนิทกันมาก คุยกันรู้เรื่อง ไม่ต้องมีเอกสารก็ได้
ผมอยากบอกว่า ความเชื่อนี้กลับหัวกลับหางกับความเป็นจริงครับ เพราะข้อตกลงปากเปล่าอาจดูเหมือนดีที่สุดตอนที่ทุกคนยังคุยกันรู้เรื่อง ในจังหวะนี้ คุณอาจคิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารสัญญาอะไร แต่เมื่อใดที่ถึงคราวต้องใช้จริง นั่นคือวันที่ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับหุ้นส่วนเริ่มมีปัญหาแล้ว และข้อตกลงปากเปล่าที่เคยเข้าใจกันดี กลับไม่มีอะไรที่เหมือนเดิม
สิ่งที่ทำให้ธุรกิจพังไม่ใช่เพราะกฎหมายใจร้าย แต่เป็นเพราะ "ความไว้ใจ" ที่เคยค้ำทุกอย่างไว้ต่างหาก เมื่อความเชื่อใจหมดไป แล้วอะไรที่จะทำให้ยังคุยกันรู้เรื่อง
เอกสารข้อตกลงจึงไม่ได้มีไว้เพราะคุณไม่วางใจในหุ้นส่วน แต่เพื่อให้คุณเริ่มต้นธุรกิจด้วยกันได้อย่างสบายใจที่สุดต่างหาก เพราะเมื่อใดที่ความจำหรือความเข้าใจไม่ตรงกัน วันนั้นคุณยังมีบันทึกเอกสารที่กลับมาดูย้อนหลังได้เสมอ
ข้อ 2 งานที่ยากที่สุด ไม่ใช่การร่างเอกสาร
ความเชื่อที่ต้องล้ม เดี๋ยวจ้างทนายร่างให้ ก็จบแล้ว
การร่างเอกสารสัญญาหรือข้อตกลงที่ดีเป็นงานที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ แต่ก่อนจะไปถึงขั้นตอนนั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ หุ้นส่วนแต่ละคนจะต้องตอบคำถามยาก ๆ ให้ครบ และต้องตอบให้ตรงกันเสียก่อน หากข้ามขั้นตอนนี้ไป สิ่งที่คุณจะได้ คือ ทนายที่บันทึกความ (ไม่) เข้าใจกันลงในกระดาษให้คุณ เพียงเพื่อให้มันดูเป็นทางการขึ้นเท่านั้น
และข่าวดีของเรื่องนี้ก็คือ คุณสามารถเริ่มงานส่วนที่ยากที่สุดเองได้ตั้งแต่วันนี้ โดยยังไม่ต้องจ่ายเงินจ้างใครครับ!
ข้อ 3 สัญญาผูกคน ข้อบังคับผูกบริษัท
ความเชื่อที่ต้องล้ม เขียนไว้ในสัญญาแล้ว ก็เรียบร้อยแล้ว
นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่ทำพลาดมากที่สุดเมื่อร่างเอกสารสัญญาหรือข้อตกลงเอง และเป็นสิ่งที่ผมอยากให้คุณระวังให้มากที่สุดครับ!
คุณรู้หรือไม่ว่า "เอกสารของบริษัท" กับ "ข้อตกลงระหว่างคุณกับหุ้นส่วน" เป็นคนละเรื่องกัน สิ่งที่ตั้งใจให้ผูกไว้กับตัวบริษัท หากไปอยู่ในสัญญาระหว่างคนสองคน เมื่อถึงวันที่ต้องนำมาใช้บังคับจริง มันอาจใช้กับบริษัทไม่ได้
ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุด คือ การจดทะเบียนผู้ถือหุ้นครับ หากคุณกับหุ้นส่วนตกลงกันว่าจะถือ "คนละครึ่ง" แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ตอนจดทะเบียนในทะเบียนผู้ถือหุ้นกลับระบุว่าเป็น 60:40 ซึ่งในทางกฎหมายจะยึดตามที่เขียนไว้ในเอกสารคือ 60:40 ครับ และหน้าที่ในการพิสูจน์ว่าจริง ๆ แล้วก่อนหน้านี้เคยตกลงกันไว้ว่าจะถือหุ้นกันคนละครึ่งจะตกอยู่ที่คุณครับ
คนส่วนใหญ่มักคิดว่า เอกสารบริษัทเป็นแค่งานเอกสาร งานติดต่อราชการ หรือเป็นเรื่องของบัญชีที่จ้างคนทำแล้วจบ ผมอยากบอกอย่างชัดเจนว่า "ไม่ใช่ครับ" เพราะเอกสารบริษัทคือสิ่งชี้เป็นชี้ตายที่กฎหมายจะนำมาใช้ในวันที่หุ้นส่วนไม่เข้าใจกัน
สนิทกันมาก ไม่ต้องมีเอกสารก็ได้
เอกสารมีไว้เพื่อวันที่ความจำสองคนไม่ตรงกัน
จ้างทนายร่างให้ ก็จบแล้ว
งานที่ยากคือบทสนทนา ไม่ใช่การร่างเอกสาร
เขียนในสัญญาแล้ว ก็เรียบร้อย
สัญญาผูกคน ข้อบังคับผูกบริษัท
คอร์สนี้ช่วย Founder ที่มีความตั้งใจดีแบบคุณได้อย่างไร?
ในคอร์สนี้มี 5 ขั้นตอนที่จะช่วยให้คุณมีแต้มต่ออยู่ในมือ
- 1
ประเมิน
เช็กให้ชัดว่าหุ้นส่วนยังเห็นไม่ตรงกันในเรื่องอะไร แล้วรีบแก้ไขในตอนที่ยังคุยกันได้อยู่
- 2
ร่าง
ร่างเอกสารให้ครบทั้ง 2 ชั้น เพื่อให้บังคับใช้ได้ตามกรอบกฎหมายไทย
- 3
ปรับให้ตรงกัน
ปรับเนื้อหาในเอกสารให้เข้าใจตรงกัน หุ้นส่วนทุกคนยอมเซ็น และเซ็นอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด
- 4
ปกป้อง
ข้อมูลสำคัญที่ต้องใส่เพื่อใช้บังคับกับบริษัทได้จริง ไม่ใช่แค่ผูกมัดกับตัวบุคคล
- 5
ติดตาม
ปรับสัญญาให้ตรงตามความเป็นจริงเมื่อมีการแก้ไข
การทำตามลำดับขั้นด้านบนสำคัญมาก เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุด
เวลาร่างเอกสารสัญญากันเอง คนส่วนใหญ่มักข้ามขั้นตอนแรกหรือข้ามขั้นตอนที่ 4 ไปเลยครับ เพราะคิดว่าแค่เขียนไว้ในสัญญาก็พอแล้ว โดยไม่ทันคิดว่า ขั้นตอนที่คุณมองข้าม มักเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมาเล่นงานคุณทีหลังได้
ข้อดีของการคุยเรื่องเหล่านี้ "ตั้งแต่ตอนนี้" คือ ทุกคนยังคุยดีๆ กันได้อยู่นั่นเองครับ
คอร์สนี้เหมาะกับใคร
- คนที่กำลังจะเริ่มธุรกิจกับหุ้นส่วน และอยากตกลงให้จบก่อนลงมือ
- คนที่เริ่มทำธุรกิจกับหุ้นส่วนไปแล้ว 2-3 ปี แต่ยังไม่มีข้อตกลงอะไรเป็นเอกสาร
- คนที่มีเอกสารอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเนื้อหาจริงๆ แล้วครอบคลุมอะไร และตกลงอย่างไรกันไว้บ้าง
คอร์สนี้ไม่เหมาะกับใคร
- คนที่กำลังมีข้อพิพาทกับหุ้นส่วนอยู่ตอนนี้ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่คุณจำเป็นต้องให้ทนายช่วยดูข้อเท็จจริงให้คุณโดยเฉพาะครับ
- คนที่อยากได้แบบฟอร์มไปกรอกรายละเอียดให้เสร็จใน 10 นาที ซึ่งคอร์สนี้ต้องตั้งใจและใช้เวลาครับ เพื่อให้การพูดคุยระหว่างคุณกับหุ้นส่วนก่อนเริ่มทำธุรกิจด้วยกันสำเร็จได้ด้วยดี
แนะนำผู้สอนในคอร์สนี้
ผม "ปริญ เคียนทอง" เป็นทนายความที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาทนายความ ทำงานด้านกฎหมายธุรกิจให้ SME, Startup และ Founder ทั้งไทยและต่างชาติมากว่า 10 ปี โดยมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกฎหมายบริษัท สัญญา ทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน และ PDPA ครับ
กระบวนการ 5 ขั้นตอนที่ผมตั้งใจพาทุกท่านไปเรียนรู้ด้วยกันนั้นไม่ใช่ทฤษฎีที่เขียนขึ้นเพื่อขายคอร์ส แต่เป็นวิธีที่ผมใช้ในการร่างเอกสารสัญญาสำหรับผู้ก่อตั้งจริง ๆ ที่คอร์ปจูริสท์ครับ
ที่นั่งมีจำกัด ลงชื่อเอาไว้รอได้เลยครับหากไม่อยากพลาดโอกาสดี ๆ แบบนี้
เรารับจำนวนจำกัด เพื่อให้มั่นใจว่า ทุกคนจะได้รับการดูแลที่เหมาะสม และผมสามารถช่วยทุกคนให้ประสบความสำเร็จได้อย่างเต็มที่!
ท่านที่สนใจ อยากเริ่มธุรกิจแบบสดใส ลงชื่อไว้ในแบบฟอร์มนี้ได้เลยครับ
ตอนนี้ผมเปิดให้ผู้ที่สนใจลงชื่อไว้ได้แล้วครับ (ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ครับ) ใช้เวลากรอกข้อมูลเพียง 1 นาทีเท่านั้น แล้วผมจะส่งอีเมลแจ้งให้ทราบทันทีที่คอร์สเปิดครับ
กรุณากรอกชื่อ-นามสกุล อีเมล เบอร์ติดต่อที่ถูกต้อง และเลือกช่อง "ยินยอมให้เก็บข้อมูล"
สำเร็จ
ยินดีด้วยครับ! คุณได้ลงชื่อสำเร็จเรียบร้อยแล้วครับ!
ก่อนคอร์สเปิด 14 วัน ผมจะส่งอีเมลแจ้งล่วงหน้า เพื่อให้คุณเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มคอร์สเรียนครับ
หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อพูดคุยกับผมโดยตรงได้ที่
info@corpjurist.com ครับ
ส่งไม่สำเร็จ
ลองทำตามขั้นตอนใหม่อีกครั้งนะครับ หากยังมีข้อขัดข้อง สามารถแจ้งปัญหามาที่ info@corpjurist.com ได้เลยครับ
หากคุณไม่สะดวกรอ เพราะกำลังจะมีหุ้นส่วนใหม่ หรือกำลังคุยกับนักลงทุนอยู่ ผมยินดีให้คำปรึกษาแบบเร่งด่วนครับ
หมายเหตุ: เนื้อหาในหน้านี้และในคอร์ส FounderPact เป็นความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาด้านกฎหมายสำหรับกรณีของคุณโดยเฉพาะ และการลงชื่อรอเรียนคอร์ส FounderPact นี้ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างทนายกับลูกความแต่อย่างใด
เรื่องที่อยากฝากไว้ให้คิดครับ
เรื่องที่ยากที่สุด ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย
นี่คือสิ่งที่ผมอยากฝากไว้ในฐานะทนายที่มีประสบการณ์ด้านนี้มากว่า 10 ปีครับ
สัญญาผู้ก่อตั้งไม่ใช่เอกสารที่คุณทำเพราะกลัวว่าเรื่องแย่ ๆ จะเกิดขึ้น แต่เป็นเอกสารที่คุณควรตั้งใจทำ เพื่อรักษาให้เรื่องดี ๆ ยังคงอยู่ต่อไปได้นาน ๆ ต่างหากครับ
ด้วยเหตุนี้ เรื่องที่ยากที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องข้อกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องของเอกสาร แต่เป็นการเปิดใจคุยกันในเรื่องที่ (อาจจะรู้สึก) ไม่อยากคุย เคลียร์เรื่องเหล่านี้ให้ชัดในวันที่ทุกอย่างยังดีอยู่ หากคุณทำขั้นตอนนี้ให้เรียบร้อย เรื่องอื่น ๆ ที่เหลือหลังจากนี้มีกระบวนการรองรับไว้หมดแล้วครับ
และไม่ว่าคุณรอเจอกันในคอร์สนี้ หรืออยากลงมือทำเองก่อนตั้งแต่ตอนนี้ ผมอยากขอให้คุณทำครบทั้ง 5 ขั้นตอนข้างต้น โดยไม่ข้ามแม้แต่ข้อเดียวนะครับ
คำถามที่พบบ่อย
คอร์ส FounderPact จะเปิดเรียนเมื่อไหร่
ตอนนี้ผมกำลังเตรียมเนื้อหาอยู่ครับ คาดว่าจะเปิดคอร์สได้ในอีก 1 เดือนข้างหน้านี้ คนที่ลงชื่อไว้แล้วเรียบร้อยจะได้ทราบก่อนใครแน่นอนครับ
ต้องจดบริษัทก่อนไหม ถึงจะเรียนคอร์สนี้ได้
ไม่จำเป็นครับ เพราะช่วงก่อนจดทะเบียนบริษัทคือช่วงเวลาที่ตกลงกันได้ง่ายที่สุด เพราะยังไม่มีอะไรให้ต้องแก้ไขย้อนหลัง
หากมีสัญญาอยู่แล้ว ยังจำเป็นต้องเรียนอีกไหม
หลายคนมีเอกสารอยู่ในมือ แต่อาจไม่รู้ว่าเนื้อหาข้างในครอบคลุมอะไรและตกลงยังไงกันไว้บ้าง ซึ่งคอร์สนี้จะช่วยให้คุณมองเอกสารของตัวเองออก และเข้าใจเนื้อหาที่เขียนไว้ครับ
เรียนแล้วยังต้องจ้างทนายอีกหรือเปล่า
ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของกรณีคุณครับ คอร์สนี้จะทำให้คุณมีความรู้ความเข้าใจ คุยกับทนายได้รู้เรื่อง และรู้ว่ากำลังตัดสินใจเรื่องอะไรอยู่ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาทั้งสองฝ่ายได้มากครับ