ธุรกิจที่หยุดเดินเพราะหุ้นส่วนสองคนจำไม่ตรงกัน แพงกว่าที่คุณคิด
คุณตกลงกันคนละครึ่ง แต่ทะเบียนผู้ถือหุ้นบอกว่า 60 ต่อ 40
วันที่เถียงกัน กฎหมายเชื่อทะเบียน ไม่เชื่อความจำ
ก่อนจะถึงวันนั้น มีลำดับที่ทำให้เอกสารตรงกับที่ตกลงจริง
FounderPact คือคอร์สออนไลน์ที่พาคุณกับหุ้นส่วนสร้างสัญญาผู้ก่อตั้งด้วยตัวเอง เรียงห้าขั้นตั้งแต่หาจุดที่ยังเห็นไม่ตรงกัน ไปจนถึงทำให้เอกสารผูกพันได้จริงตามกฎหมายไทย
ตอนนี้เป็นการลงชื่อรอ ไม่ใช่การซื้อ คอร์สเปิดเมื่อไหร่ คุณจะรู้ก่อน
หุ้นส่วนส่วนใหญ่อยู่ในสองแบบ และทั้งสองแบบมีราคาที่ต้องจ่าย
แบบที่หนึ่ง
ไม่มีอะไรเป็นเอกสารเลย
ตกลงกันในร้านกาแฟ ใครทำอะไร ใครถือกี่เปอร์เซ็นต์ กำไรแบ่งกันยังไง จบในบ่ายเดียว ไม่มีใครคิดจะเขียน เพราะการหยิบกระดาษขึ้นมาในวันที่ทุกคนยังตื่นเต้นกับธุรกิจ มันเหมือนบอกอีกฝ่ายว่าไม่ไว้ใจ
ข้อตกลงแบบนั้นใช้ได้ดีมากครับ ตราบใดที่ทุกคนยังจำตรงกัน ปัญหาคือมันจะถูกเรียกใช้ครั้งแรกในวันที่ทุกคนจำไม่ตรงกันแล้ว
แบบที่สอง
มีเอกสาร แต่ไม่มีใครเคยอ่าน
จดบริษัทผ่านสำนักงานรับจดทะเบียน ได้ข้อบังคับสำเร็จรูปมาหนึ่งชุด เซ็นตรงที่เขาชี้ เก็บแฟ้มไว้ในตู้ ไม่เคยเปิดอีกเลย
เอกสารชุดนั้นเขียนไว้ว่าใครมีอำนาจอะไร โอนหุ้นได้แค่ไหน ต้องใช้เสียงเท่าไหร่ในการตัดสินใจเรื่องใหญ่ วันที่คุณกับหุ้นส่วนเห็นไม่ตรงกัน กฎหมายจะเปิดแฟ้มนั้นก่อนจะฟังคุณสองคน และสิ่งที่อยู่ในแฟ้มมักไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดว่าตกลงกันไว้
ศัตรูของเรื่องนี้ ไม่ใช่หุ้นส่วนของคุณ
ศัตรูคือช่องว่างระหว่างสิ่งที่คุณตกลงกันไว้ กับสิ่งที่มีอยู่จริงบนกระดาษ ช่องว่างนั้นไม่ส่งเสียงเลยตอนที่ทุกอย่างยังดี มันโผล่มาวันเดียว คือวันที่คุณต้องใช้มัน
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด
วันที่เถียงกัน กฎหมายเชื่อทะเบียน ไม่เชื่อความจำ
ลองเช็กตัวเองกับหุ้นส่วน มีข้อไหนที่ยังไม่ได้เขียนลงไปบ้าง
- ใครถือหุ้นเท่าไหร่ และเพราะอะไร เขียนไว้และเซ็นแล้วหรือยัง
- ถ้าวันหนึ่งมีคนอยากออก หุ้นของเขาจะเป็นยังไง และตีราคาแบบไหน ตกลงกันไว้หรือยัง
- คนที่ออกไปด้วยดี กับคนที่ออกไปแบบมีปัญหา ได้เท่ากันไหม นิยามไว้ชัดหรือยัง
- เรื่องใหญ่ต้องใช้เสียงเท่าไหร่ในการตัดสินใจ และถ้าถือคนละครึ่งแล้วตกลงกันไม่ได้ ใครชี้ขาด
- แต่ละคนเอาอะไรมาลง และของนั้นโอนเป็นของบริษัทแล้วจริงหรือยัง
ถ้ามีข้อที่คุณตอบว่ายังไม่ได้เขียน คุณไม่ใช่คู่เดียว หุ้นส่วนเกือบทุกคู่เริ่มจากตรงนี้ ข้อดีคือ ตอนนี้ยังแก้ด้วยการคุยกันได้ ยังไม่ต้องแก้ด้วยการฟ้องกัน
สิบปีที่ผมนั่งอยู่ตรงกลางตอนหุ้นส่วนแตกกัน
สวัสดีครับ ผมปริญ เคียนทอง ทนายความจากคอร์ปจูริสท์ กว่าสิบปีที่ผมทำงานกฎหมายธุรกิจให้ SME และผู้ก่อตั้ง และงานส่วนหนึ่งที่ผมเจอบ่อยที่สุด คือการเข้าไปตอนที่หุ้นส่วนเริ่มแตกกันแล้ว
รูปแบบมันซ้ำกันจนผมเล่าได้โดยไม่ต้องเปิดแฟ้ม สองคน หรือสามคน เปิดธุรกิจด้วยกันเพราะเชื่อใจกัน ไม่มีอะไรเป็นเอกสาร ธุรกิจไปได้ดี แล้ววันหนึ่งมีเรื่องที่ตกลงกันไม่ได้ ใครควรได้เท่าไหร่ ใครควรออก ใครตัดสินใจผิด พอไม่มีอะไรเขียนไว้ ต่างคนต่างจำคนละแบบ และต่างคนต่างเชื่อว่าตัวเองจำถูก
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น แพงกว่าที่ทุกคนคิดไว้ตอนเริ่ม
ธุรกิจหยุดเดิน เพราะไม่มีใครกล้าตัดสินใจอะไรตอนที่อีกฝ่ายไม่เห็นด้วย เงินที่ควรหมุน ติดอยู่ในบริษัทที่เดินต่อไม่ได้ ลูกค้าเริ่มหาย พนักงานเริ่มไม่แน่ใจ และคดีที่เข้าสู่ศาล ไม่ได้จบในเดือนสองเดือน มันลากยาวเป็นปี บางเรื่องหลายปี
ผมขอเล่าตัวอย่างหนึ่งให้เห็นภาพ ตัวอย่างนี้ผมประกอบขึ้นเอง ไม่ใช่เคสของใครคนใดคนหนึ่ง แต่โครงของมันคือสิ่งที่ผมเห็นซ้ำ ๆ
หุ้นส่วนสองคนตกลงกันด้วยปากไว้หมดในร้านกาแฟร้านเดียว ปีที่สี่ คนหนึ่งอยากออก เขาบอกว่าตกลงกันไว้ว่าถ้าใครออก อีกคนซื้อหุ้นคืนในราคายุติธรรม อีกคนบอกว่าไม่ใช่ ตกลงกันว่าใครออกก่อนห้าปี หุ้นคืนบริษัท
และนี่คือส่วนที่ผมอยากให้คุณฟังให้ดี ทั้งสองคนไม่ได้โกหก ต่างคนต่างจำสิ่งที่ตัวเองได้ยินในวันนั้น และความจำของคนเรา มันเข้าข้างตัวเองโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว สี่ปีผ่านไป ไม่มีใครพิสูจน์อะไรได้เลย
ธุรกิจที่สองคนสร้างมาด้วยกันสี่ปี ต้องหยุดเพื่อมาเถียงกันว่าใครจำถูก และไม่ว่าใครจะชนะในที่สุด ความสัมพันธ์ที่ทำให้ธุรกิจนี้เกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรก ก็ไม่กลับมาอีกแล้ว
สิ่งที่ผมเข้าใจ หลังจากเก็บกวาดเรื่องแบบนี้มาหลายปี
ทุกครั้งที่ผมเข้าไปเก็บกวาดเรื่องแบบนี้ ผมเคยคิดแบบเดียวกับทุกคน ว่าถ้าตอนเริ่มเขาจ้างทนายร่างสัญญาไว้สักฉบับ ก็คงไม่มีปัญหา
แล้ววันหนึ่งผมก็เห็นว่าคำตอบนั้นตอบไม่ตรงคำถาม
ผมเป็นทนายเองนะครับ และผมจะบอกว่าส่วนที่ทนายร่างเอกสาร ไม่ใช่ส่วนที่ยากที่สุด เพราะเอกสารที่ดีมันแค่บันทึกสิ่งที่หุ้นส่วนตกลงกันได้แล้ว ปัญหาคือหุ้นส่วนส่วนใหญ่ยังตกลงกันไม่ได้ต่างหาก และหลายคู่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะไม่เคยพูดเรื่องยาก ๆ พวกนั้นออกมาตรง ๆ สักครั้ง
ถ้าคุณเอาหุ้นส่วนสองคนที่ยังเข้าใจไม่ตรงกัน ไปให้ทนายเก่งแค่ไหนก็ตามร่างสัญญา สิ่งที่คุณได้คือเอกสารสวย ๆ ที่บันทึกความเข้าใจผิดไว้อย่างเป็นทางการ
เอกสารคือปลายทาง บทสนทนาคือของจริง
และเมื่อของจริงคือบทสนทนา สิ่งที่หุ้นส่วนต้องการก็ไม่ใช่ทนายที่เก่งขึ้น แต่คือลำดับที่ทำให้บทสนทนานั้นเกิดขึ้นจนครบ โดยไม่มีใครเลี่ยงข้อไหนได้ นั่นคือสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมา และคือสิ่งที่คอร์สนี้พาคุณทำ
สามเรื่องที่มักเข้าใจกลับด้าน
ข้อที่หนึ่ง สนิทกันแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าเข้าใจตรงกัน
ความเชื่อที่ต้องล้ม เราสนิทกันมาก คุยกันรู้เรื่อง ไม่ต้องมีเอกสารก็ได้
ความเชื่อนี้กลับหัวกลับหางกับความจริง ข้อตกลงด้วยปากทำงานได้ดีที่สุดตอนที่ทุกคนยังคุยกันรู้เรื่อง ซึ่งก็คือตอนที่คุณไม่ต้องใช้มันเลย พอถึงวันที่ต้องใช้จริง คือวันที่ความสัมพันธ์เริ่มมีปัญหาแล้ว มันหยุดทำงานพอดี
มันไม่ได้พังเพราะกฎหมายใจร้าย มันพังเพราะสิ่งเดียวที่ค้ำมันไว้ตั้งแต่ต้นคือความไว้ใจ และวันนั้นความไว้ใจหมดไปแล้ว
เอกสารไม่ได้มีไว้เพราะคุณไม่ไว้ใจหุ้นส่วน มันมีไว้สำหรับวันที่ความจำของสองคนไม่ตรงกัน และวันนั้นมาถึงได้กับคนที่รักกันดี ๆ นี่แหละ
ข้อที่สอง งานที่ยากที่สุด ไม่ใช่การร่างเอกสาร
ความเชื่อที่ต้องล้ม เดี๋ยวจ้างทนายร่างให้ ก็จบแล้ว
การร่างเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้ แต่มันมาทีหลัง สิ่งที่มาก่อนคือหุ้นส่วนต้องตอบคำถามยาก ๆ ให้ครบและให้ตรงกันเสียก่อน ถ้าข้ามขั้นนั้น สิ่งที่ทนายทำได้คือบันทึกความเข้าใจที่ยังไม่ตรงกันลงไปในกระดาษ ให้มันดูเป็นทางการขึ้น
และข่าวดีของข้อนี้คือ งานส่วนที่ยากที่สุด คุณเริ่มเองได้ตั้งแต่วันนี้ โดยยังไม่ต้องจ้างใคร
ข้อที่สาม สัญญาผูกคน ข้อบังคับผูกบริษัท
ความเชื่อที่ต้องล้ม เขียนไว้ในสัญญาแล้ว ก็เรียบร้อยแล้ว
นี่คือข้อที่คนทำเองพลาดบ่อยที่สุด และเป็นข้อที่ผมอยากให้คุณจำที่สุดจากหน้านี้
บริษัทจำกัดมีเอกสารของตัวเอง และเอกสารของบริษัท กับข้อตกลงระหว่างคุณกับหุ้นส่วน มันคนละเรื่องกัน สิ่งที่ตั้งใจให้ผูกกับตัวบริษัท ถ้าไปอยู่แค่ในสัญญาระหว่างคนสองคน วันที่ต้องใช้จริงมันอาจใช้กับบริษัทไม่ได้
ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดคือทะเบียนผู้ถือหุ้น ถ้าคุณกับหุ้นส่วนตกลงกันว่าถือคนละครึ่ง แต่ตอนจดทะเบียน ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ชื่อในทะเบียนออกมาเป็น 60 ต่อ 40 สิ่งที่กฎหมายตั้งต้นให้คือ 60 ต่อ 40 และภาระในการพิสูจน์ว่าจริง ๆ ตกลงกันคนละครึ่ง ตกอยู่ที่คุณ
คนส่วนใหญ่คิดว่าเอกสารบริษัทเป็นแค่งานเอกสารราชการ เป็นเรื่องของบัญชี จ้างคนทำแล้วจบ ไม่ใช่ครับ เอกสารบริษัทคือคำตอบที่กฎหมายจะใช้ ในวันที่คุณสองคนตอบไม่ตรงกัน
สนิทกันมาก ไม่ต้องมีเอกสารก็ได้
เอกสารมีไว้เพื่อวันที่ความจำสองคนไม่ตรงกัน
จ้างทนายร่างให้ ก็จบแล้ว
งานที่ยากคือบทสนทนา ไม่ใช่การร่างเอกสาร
เขียนในสัญญาแล้ว ก็เรียบร้อย
สัญญาผูกคน ข้อบังคับผูกบริษัท
ในคอร์สมีอะไร
จบห้าขั้นนี้ คุณจะมีอะไรอยู่ในมือ
- 1
ประเมิน
รายการที่ชัดว่าหุ้นส่วนยังเห็นไม่ตรงกันเรื่องอะไร ตอนที่ยังแก้ด้วยการคุยได้
- 2
ร่าง
เอกสารครบทั้งสองชั้น เขียนอยู่ในกรอบกฎหมายไทย
- 3
ปรับให้ตรงกัน
ฉบับที่หุ้นส่วนทุกคนยอมเซ็น และเซ็นถูกแบบตามที่กฎหมายกำหนด
- 4
ปกป้อง
ข้อสำคัญอยู่ในที่ที่บังคับกับบริษัทได้จริง ไม่ใช่ผูกแค่ตัวคน
- 5
ติดตาม
สัญญาที่ยังตรงกับบริษัทจริงปีต่อปี ไม่ใช่ฉบับที่เคยเซ็นไว้
ลำดับคือคุณค่า ไม่ใช่จำนวนขั้น
เวลาทำกันเอง คนมักข้ามขั้นแรกไปร่างเลย หรือข้ามขั้นที่สี่เพราะคิดว่าเขียนในสัญญาก็พอแล้ว ขั้นที่คุณข้าม มักเป็นขั้นที่กลับมาเล่นงานคุณทีหลัง
ข้อดีของการคุยเรื่องพวกนี้ตอนนี้ คือยังคุยกันได้อยู่
คอร์สนี้ทำมาเพื่อ
- คนที่กำลังจะเริ่มธุรกิจกับหุ้นส่วน และอยากตกลงให้จบก่อนลงมือ
- คนที่เริ่มไปแล้ว ทำมาสองสามปี แต่ยังไม่มีอะไรเป็นเอกสาร
- คนที่มีเอกสารอยู่ แต่ไม่แน่ใจว่ามันครอบคลุมอะไร และตกอะไรไว้บ้าง
คอร์สนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อ
- คนที่กำลังมีข้อพิพาทกับหุ้นส่วนอยู่ตอนนี้ ตรงนั้นต้องการทนายที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง ไม่ใช่คอร์ส
- คนที่อยากได้แบบฟอร์มไปกรอกให้เสร็จในสิบนาที คอร์สนี้ใช้เวลา เพราะงานจริงคือบทสนทนา
ใครเป็นคนสอน
ผมปริญ เคียนทอง ทนายความที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาทนายความ ทำงานกฎหมายธุรกิจให้ SME และผู้ก่อตั้งมากว่าสิบปี ทั้งด้านบริษัท สัญญา ทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน และ PDPA
กระบวนการห้าขั้นในคอร์สนี้ ไม่ใช่ทฤษฎีที่เขียนขึ้นเพื่อขายคอร์ส มันคือวิธีที่เราทำงานสัญญาผู้ก่อตั้งจริง ๆ ที่คอร์ปจูริสท์
คอร์สยังไม่เปิด และนั่นคือเหตุผลที่หน้านี้มีอยู่
พูดตรง ๆ ว่าจำนวนคนที่ลงชื่อรอ คือสิ่งที่จะบอกเราว่าควรทำคอร์สนี้จริงจังแค่ไหน ถ้าคุณอยากได้ การลงชื่อของคุณมีความหมายกับเราจริง ๆ
ตอนนี้เป็นการลงชื่อรอ ไม่ใช่การซื้อ พอคอร์สเปิด เราจะอีเมลไปบอกคุณ
กรุณากรอกชื่อ อีเมลที่ถูกต้อง และติ๊กช่องยินยอม
เรียบร้อย
ชื่อคุณอยู่ในรายชื่อแล้ว
เรียบร้อยครับ วันที่คอร์สเปิด เราจะอีเมลไปบอกคุณ หากมีเรื่องด่วน ติดต่อได้ที่ info@corpjurist.com
ส่งไม่สำเร็จ
ลองอีกครั้งนะครับ ถ้ายังไม่ได้ อีเมลมาที่ info@corpjurist.com ได้เลย
ถ้าเรื่องนี้รอคอร์สไม่ได้ เพราะกำลังจะรับหุ้นส่วนใหม่ หรือกำลังคุยกับนักลงทุนอยู่ ปรึกษาเรา
เนื้อหาของคอร์สและของหน้านี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายสำหรับกรณีของคุณ และการลงชื่อไม่ทำให้เกิดความสัมพันธ์ทนายความกับลูกความ
เรื่องที่ยากที่สุด ไม่ใช่กฎหมาย
สรุปสั้น ๆ นะครับ สัญญาผู้ก่อตั้งไม่ใช่เอกสารที่คุณทำเพราะกลัวเรื่องแย่ ๆ มันคือบทสนทนาที่คุณทำเพราะอยากให้เรื่องดี ๆ ไปต่อได้นาน ๆ
เรื่องที่ยากที่สุดไม่ใช่กฎหมาย ไม่ใช่เอกสาร แต่คือการยอมคุยเรื่องที่ไม่อยากคุย ตอนที่ทุกอย่างยังดีอยู่ ถ้าคุณทำเรื่องนั้นได้ ที่เหลือมีกระบวนการรองรับหมดแล้ว
และไม่ว่าคุณจะรอคอร์สนี้ หรือลงมือทำเองตั้งแต่วันนี้ ขอให้ทำครบทั้งห้าขั้น อย่าข้าม
คำถามที่พบบ่อย
คอร์สจะเปิดเมื่อไหร่
ยังไม่กำหนดวันครับ เรากำลังดูก่อนว่ามีคนสนใจมากพอไหม คนที่ลงชื่อไว้จะได้รู้ก่อน
ต้องจดบริษัทแล้วหรือยัง ถึงจะเรียนได้
ไม่จำเป็นครับ ช่วงก่อนจดคือช่วงที่ตกลงกันได้ง่ายที่สุด เพราะยังไม่มีอะไรต้องแก้ย้อนหลัง
ถ้ามีสัญญาอยู่แล้ว ยังต้องเรียนไหม
หลายคู่มีเอกสารอยู่ แต่ไม่แน่ใจว่ามันครอบคลุมอะไรและตกอะไรไว้ คอร์สนี้ช่วยให้คุณอ่านฉบับของตัวเองออก
เรียนแล้วต้องจ้างทนายอีกไหม
ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของกรณีคุณครับ คอร์สนี้ทำให้คุณคุยกับทนายได้อย่างรู้เรื่อง และรู้ว่ากำลังตัดสินใจเรื่องอะไรอยู่ ซึ่งประหยัดเวลาทั้งสองฝ่าย