จากคู่หูสู่คู่กรณี: บทเรียนสัญญาผู้ก่อตั้งจากคดี 20 ล้าน

ช่วงนี้มีข่าวที่ผู้ประกอบการหลายคนน่าจะเห็นผ่านตา — อดีตคู่หูยูทูบเบอร์สายฮาอย่าง “ต้า เฟ็ดเฟ่” กับ “ยัต ชัยโสโร” ที่เคยเป็นเพื่อนสนิทกันกว่า 20 ปี วันนี้กลายเป็นคู่ความในคดีมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท (ตามที่สื่อรายงาน เช่น ไทยรัฐ สปริงนิวส์ และข่าวสด)

ขอเรียนตรง ๆ ก่อนครับ: คดีนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณา ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ข้อเท็จจริงหลายอย่างเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างของแต่ละฝ่ายตามที่ปรากฏเป็นข่าว บทความนี้ไม่ได้ตัดสินว่าใครถูกใครผิด และไม่ได้ชี้ว่าฝ่ายใดทำผิดกฎหมาย เราหยิบ “โครงเรื่อง” ของความขัดแย้งมาเป็นบทเรียน เพื่อให้ผู้ก่อตั้งเห็นว่า จุดที่คนทะเลาะกันบ่อยที่สุด กฎหมายไทยว่าไว้อย่างไร และสัญญาผู้ก่อตั้งที่ดีจะกันปัญหาไว้ล่วงหน้าได้อย่างไร

เรื่องที่เป็นข่าวโดยสรุป (ตามที่รายงาน)

การประชุมหุ้นส่วนในบริษัท

ทั้งคู่เปิดบริษัทร่วมกันในชื่อ “ชัยโสโร” โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่เป็นข่าวคือ ต้า 49% ยัต 49% และภรรยาของยัต 2% ต่อมาความสัมพันธ์แตกหัก ฝ่ายต้าให้สัมภาษณ์ (ในรายการโหนกระแส) ว่าถูกลดสถานะจากหุ้นส่วนเหลือแค่ลูกจ้าง มีการโอนหุ้น 49% ของตนออกไปโดยที่ตนไม่ได้เซ็นยินยอม เอกสารประชุมผู้ถือหุ้นลงวันที่ที่ตนไม่ได้อยู่ในที่ประชุม และมีการนำเงินบริษัทไปซื้อบ้านและรถใส่ชื่อฝ่ายยัต ส่วนฝ่ายยัตปฏิเสธว่าไม่ได้ฮุบบริษัท ระบุว่าคลิปเสียงถูกตัดต่อ และจะพิสูจน์กันในชั้นศาล — ย้ำอีกครั้งว่าทั้งหมดนี้คือข้อกล่าวอ้างที่ยังไม่มีข้อยุติ

1. หุ้น 49 : 49 : 2 — เสียง 2% ที่กลายเป็นอำนาจควบคุม

ฟังดูเหมือนหุ้นส่วนเท่ากัน แต่จริง ๆ แล้ว 2% ในมือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (ในข่าวคือภรรยาของยัต) ทำให้ฝ่ายนั้นคุมเสียงข้างมาก 51% ได้ทันที เท่ากับอีกฝ่ายที่ถือ 49% ไม่มีทางคานอำนาจในที่ประชุมได้เลย นี่คือกับดักคลาสสิกของ “หุ้นเท่ากันที่ไม่เท่า”

กฎหมายว่าอย่างไร — เมื่อหุ้นส่วนขัดแย้งกันจนบริษัทเดินต่อไม่ได้ สุดท้ายต้องพึ่งศาล ซึ่งช้าและเจ็บทั้งคู่ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8937/2560 เมื่อกรรมการสองฝ่ายไม่ไว้ใจกันจนบริษัทหยุดดำเนินการ ศาลไม่ตั้งกรรมการฝ่ายที่มีส่วนได้เสียเป็นผู้ชำระบัญชี แต่ตั้ง “คนกลาง” เข้ามาแทน สะท้อนว่าทางตันของหุ้นส่วนไม่มีทางลัด

FounderPact — อำนาจตัดสินใจและ “ทางออกเมื่อ 50/50 ชนกัน” ต้องออกแบบไว้ก่อน เช่น กำหนดคนกลาง หรือเสียงชี้ขาดแบบมีขอบเขต และที่สำคัญ เครื่องมือแก้ทางตันเกือบทั้งหมดต้องไปอยู่ใน “ข้อบังคับบริษัท” ถึงจะบังคับได้จริง ไม่ใช่ผูกแค่ตัวคนในสัญญา

2. “ปลอมลายเซ็นโอนหุ้น” — ทำไมโอนหุ้นผิดแบบถึงไม่มีผล

ตามที่ฝ่ายต้าอ้าง มีเอกสารโอนหุ้น 49% ของตนออกไปโดยลายเซ็นไม่ใช่ของตน และตีราคาหุ้นไว้เพียง 300,000 บาท

กฎหมายว่าอย่างไร — การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อต้องทำตามแบบใน มาตรา 1129 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คือทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อทั้งผู้โอนและผู้รับโอน และมีพยานอย่างน้อยหนึ่งคนลงชื่อรับรอง ถ้าไม่ครบแบบนี้ กฎหมายถือว่าหุ้นยังไม่ได้โอน ศาลฎีกาวางหลักไว้ชัดในคำพิพากษาที่ 2170/2542 ว่าเมื่อไม่มีตราสารการโอนที่ถูกต้อง ผู้โอนเดิมยังคงเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ ยิ่งถ้าลายมือชื่อเป็นของปลอมก็ยิ่งไม่มีทางครบแบบ การโอนย่อมไม่เกิดผล และผู้ถือหุ้นที่เสียหายจากการที่กรรมการไปแก้ทะเบียนหรือข้อบังคับลับหลัง ถือเป็นผู้เสียหายโดยตรงที่ดำเนินคดีได้ (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14225/2558)

FounderPact — คำถามที่มีค่าที่สุดในการวางระบบคือ “ทะเบียนผู้ถือหุ้นที่ยื่นไว้ ตรงกับที่ตกลงกันจริงหรือเปล่า” และการเซ็นเอกสารทุกใบต้องเซ็นให้ถูกแบบตามกฎหมาย ช่องว่างตรงนี้แหละที่กลายเป็นคดี

3. หุ้น 49% ราคาสามแสน — การตีราคาซื้อคืนและ vesting

พอหุ้นส่วนออก คำถามคือหุ้นจะเป็นของใคร ราคาเท่าไหร่ ถ้าไม่เขียนสูตรไว้ก่อน ก็จะจบแบบที่เป็นข่าว คือฝ่ายหนึ่งตีราคา อีกฝ่ายไม่ยอมรับ แล้วไปสู้กันว่าตัวเลขนั้นเป็นธรรมไหม

FounderPact — กลไก vesting หรือ “การทยอยได้หุ้นตามเวลาที่อยู่ทำจริง” และสูตรตีราคาซื้อคืนตอนออก ต้องเขียนไว้ตั้งแต่ต้น vesting ไม่ได้แปลว่าไม่ไว้ใจหุ้นส่วน แต่แปลว่าหุ้นควรผูกกับการอยู่สร้างบริษัทจริง และมีกับดักหลายอย่างที่ลอกสัญญาต่างประเทศมาใช้กับกฎหมายไทยไม่ได้

4. เอาเงินบริษัทไปซื้อบ้าน–รถ ใส่ชื่อตัวเอง — หน้าที่ของกรรมการ

ตามที่ฝ่ายต้าอ้าง มีการนำเงินบริษัทไปซื้อบ้านและรถหลายคันโดยใส่ชื่อฝ่ายยัต

กฎหมายว่าอย่างไร — กรรมการมีหน้าที่ตาม มาตรา 1168 ต้องดูแลกิจการด้วยความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างผู้ประกอบการที่ระมัดระวัง เพื่อประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้น ถ้าเอาทรัพย์หรือโอกาสของบริษัทไปใช้ส่วนตัวจนบริษัทเสียหาย อาจต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ศาลฎีกาที่ 2359/2567 วางหลักว่ากรรมการที่ไปทำธุรกิจแข่งกับบริษัทตนเอง ถือว่าผิดหน้าที่ตามมาตรา 1168 และเป็นการละเมิดตามมาตรา 420 ต้องชดใช้ ทำนองเดียวกัน กรรมการหรือผู้ชำระบัญชีที่จัดการทรัพย์บริษัทโดยมิชอบจนผู้อื่นเสียหาย ก็ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6043/2561)

ส่วนที่ว่าจะเข้าข่ายความผิดอาญาฐานยักยอกหรือปลอมเอกสารหรือไม่ เป็นคนละเรื่องที่ต้องพิสูจน์เจตนาและพยานหลักฐานกันในชั้นศาล เราจึงไม่สรุปในบทความนี้

FounderPact — อำนาจในการใช้เงินบริษัท ใครเซ็นได้ วงเงินเท่าไหร่ ต้องมีมติหรือไม่ ควรเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรและผูกไว้กับบริษัท ไม่ใช่ปล่อยให้ขึ้นกับความไว้ใจ

5. ฟ้องลิขสิทธิ์คลิปที่ทำตอนอยู่ด้วยกัน — ใครเป็นเจ้าของงาน

ตามที่เป็นข่าว ฝ่ายยัตฟ้องเรียกค่าเสียหายราว 10 ล้านบาทฐานละเมิดลิขสิทธิ์คลิป และอีกราว 10 ล้านบาทตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รวมเป็น 20 ล้าน ขณะที่ฝ่ายต้าบอกว่าทำคลิปตอนเป็นหุ้นส่วนและพนักงาน โดยใช้ทรัพยากรของบริษัท

กฎหมายว่าอย่างไร — นี่คือหัวใจที่คนเข้าใจผิดกันมากที่สุด ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9 ถ้าลูกจ้างสร้างงานขึ้นในระหว่างการจ้าง “ลิขสิทธิ์เป็นของลูกจ้างผู้สร้างสรรค์” เว้นแต่จะทำหนังสือตกลงยกให้นายจ้าง ศาลฎีกาที่ 9523/2544 ตัดสินไว้ชัดว่าเมื่อไม่มีหนังสือยกลิขสิทธิ์ให้นายจ้าง ลูกจ้างยังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ นายจ้างเพียงได้รับอนุญาตให้ใช้ระหว่างจ้างเท่านั้น

แต่นี่คือจุดพลิก ถ้างานนั้นเป็นงาน “จ้างทำของ” ตามมาตรา 10 ผลกลับกันทันที คือผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12466/2547) เห็นไหมครับว่า “เจ้าของงาน” พลิกไปมาได้ตามสถานะการจ้าง และพอไม่มีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร มันก็กลายเป็นคดีหลักสิบล้าน

FounderPact — ข้อโอนทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เข้าบริษัทเป็นลายลักษณ์อักษร ครอบคลุมทั้งงานที่ทำก่อนตั้งบริษัทและระหว่างทำงาน คือสิ่งที่ปิดประเด็นนี้ได้ตั้งแต่วันแรก ของที่คุณสร้างเอง ตามค่าเริ่มต้นกฎหมายถือว่าเป็นของคุณ ไม่ใช่ของบริษัทโดยอัตโนมัติ (หลักเดียวกับการจดเครื่องหมายการค้าเพื่อยึดชื่อแบรนด์ให้เป็นของบริษัท ตั้งแต่ต้น)

เส้นเรื่องเดียวที่ร้อยทุกข้อเข้าด้วยกัน

การวางระบบสัญญาผู้ก่อตั้ง

ศัตรูตัวจริงคือ “ช่องว่างระหว่างสิ่งที่ตกลงกันไว้ กับสิ่งที่มีอยู่จริงบนกระดาษ” หุ้นส่วนไม่ค่อยแตกหักเพราะ “ไม่ได้ตกลงกัน” แต่แตกเพราะ “ตกลงกันว่าอะไร” แล้วพอถึงวันที่จำไม่ตรงกัน ไม่มีเอกสารที่บังคับได้มายืนยัน

หลักที่เรายึดใน FounderPact คือ สัญญาผูกคน ข้อบังคับผูกบริษัท ข้อสำคัญต้องอยู่ในเอกสารที่บังคับกับบริษัทได้จริง ไม่ใช่ผูกแค่ตัวคน กระบวนการที่เราใช้เรียกว่า ADAPT (Assess–Draft–Align–Protect–Track / ประเมิน–ร่าง–ปรับให้ตรงกัน–ปกป้อง–ติดตาม) คือไล่คุยกันเป็นลำดับ ให้เรื่องสำคัญไม่ตกหล่น แล้วออกมาเป็นเอกสารที่ผูกได้จริงและยังตรงกับบริษัทปีต่อปี

ถ้าย้อนเวลาได้ — ADAPT จะกันแต่ละปมไว้อย่างไร

หุ้นส่วนที่ตกลงกันได้ตั้งแต่ต้น

สมมติทั้งคู่วางสัญญาผู้ก่อตั้งด้วยกระบวนการ ADAPT ตั้งแต่วันแรก แต่ละปมข้างบนจะมี “ข้อสัญญา” หรือ “กลไก” ที่กันความเสียหายไว้ได้ตรง ๆ ไม่ใช่ปล่อยให้ไปวัดดวงกันในศาล

  • ปมอำนาจ 49/49/2 → ข้อระงับทางตัน (deadlock) กำหนด “คนกลาง” ไว้ล่วงหน้า หรือให้ประธานมีเสียงชี้ขาดแบบมีขอบเขต แล้วนำไปใส่ใน ข้อบังคับบริษัท ให้บังคับได้จริง ไม่ปล่อยให้หุ้น 2% กลายเป็นอำนาจควบคุมเงียบ ๆ (ขั้นปกป้อง)

  • ปมโอนหุ้นลับหลัง → ข้อจำกัดการโอนหุ้น + สิทธิซื้อก่อน (pre-emption) ใครจะขยับหุ้นต้องเสนอให้หุ้นส่วนก่อน โอนเงียบ ๆ ไม่ได้ ประกอบกับการ ทบทวนทะเบียนผู้ถือหุ้นให้ตรงกับความจริงทุกปี (ขั้นติดตาม) ปมปลอมลายเซ็นจะเกิดยากขึ้นมาก

  • ปมหุ้น 49% ราคาสามแสน → สูตรตีราคาซื้อคืน + vesting ราคาตอนออกคำนวณด้วย สูตรที่ตกลงกันไว้ก่อน หรือให้ผู้ประเมินอิสระ ไม่ใช่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตีเอง และ vesting ทำให้หุ้นผูกกับการอยู่สร้างบริษัทจริง

  • ปมเงินบริษัท → ข้อกำหนดอำนาจใช้จ่าย + เรื่องที่ต้องขอมติ (reserved matters) วงเงินที่กรรมการเซ็นคนเดียวได้ การซื้อทรัพย์ก้อนใหญ่ต้องผ่านมติที่ประชุม และห้ามทำรายการกับตัวเองโดยพลการ ทำให้ “เงินบริษัท” กับ “กระเป๋าส่วนตัว” แยกกันชัด

  • ปมลิขสิทธิ์คลิป → ข้อโอนทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เข้าบริษัท งานทุกชิ้นทั้งก่อนและระหว่างตั้งบริษัท ยกให้บริษัทเป็นลายลักษณ์อักษร ปิดคำถาม “ของใคร” ตั้งแต่ต้น ไม่ต้องไปสู้กันว่าเข้ามาตรา 9 หรือมาตรา 10

ผลลัพธ์ที่แท้จริงไม่ใช่แค่ “ชนะคดี” แต่คือวันที่ต้องแยกทางกัน มันกลายเป็น “กระบวนการ” ที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าจะจบอย่างไร ใครได้อะไร ราคาเท่าไหร่ ไม่ใช่สงคราม 20 ล้านที่เสียทั้งเงิน เสียทั้งเพื่อน และเสียทั้งชื่อเสียง สัญญาผู้ก่อตั้งที่ดีจึงไม่ได้มีไว้เพราะไม่ไว้ใจกัน แต่มีไว้เพื่อไม่ให้มิตรภาพต้องพังเพราะเรื่องที่ตกลงกันไว้ไม่ชัด

ถ้ากำลังจะเริ่มธุรกิจกับหุ้นส่วน แล้วยังไม่มีอะไรเป็นลายลักษณ์อักษร คุยกับเราได้ที่ info@corpjurist.com หรือลงชื่อรอคอร์ส FounderPact


บทความนี้เป็นความรู้ทางกฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะเรื่อง และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนายความ–ลูกความ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีที่อ้างถึงมาจากการรายงานของสื่อสาธารณะ และยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

ส่งชื่อแบรนด์หรือโลโก้ของคุณให้เรา

บอกชื่อแบรนด์หรือโลโก้และสิ่งที่คุณขาย แล้วเราจะติดต่อกลับว่าการปกป้องมันต้องทำอะไรบ้าง

← Knowledge Center