บริษัทจำกัด: เรื่องพื้นฐานที่ผู้ประกอบการควรรู้

บริษัทจำกัด: เรื่องพื้นฐานที่ผู้ประกอบการควรรู้

ในการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันนอกจากผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดาแล้ว ยังมีความนิยมจากผู้ประกอบการทั้งหลายในการจดทะเบียนนิติบุคคลขึ้นมาต่างหากเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจอ่ีกด้วยนะครับ และนิติบุคคลที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 นั่นก็คือ บริษัทจำกัด ครับ ด้วยเหตุที่บริษัทจำกัดมีข้อได้เปรียบหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ในการประกอบธุรกิจ ซึ่งในวันนี้จะมาเล่าสู่กันฟังครับ

แต่ก่อนที่จะไปเข้าเรื่องกัน หากท่านต้องการติดตามข่าวสารและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและสาระน่ารู้สำหรับผู้ประกอบการ ท่านสามารถสมัครรับข่าวสารรายสัปดาห์ได้โดยการใส่อีเมลด้านล่างนี้ครับผม ^^



อะไรคือนิติบุคคล

นิติบุคคลคือบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายซึ่งแตกต่างจากบุคคลธรรมดาตรงที่คนธรรมดาเกิดขึ้นโดยกระบวนการธรรมชาติท่านผู้อ่านหรือผมเป็นต้น นิติบุคคลเป็นบุคคลที่ต้องมีกฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และมีวงจรชีวิตเป็นอย่างไร โดยที่นิติบุคคลมีความคล้ายคลึงกับบุคคลธรรมดาตรงที่นิติบุคคลสามารถที่จะแสดงเจตนา เข้าเป็นคู่สัญญา เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ สามารถที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลอื่นได้เช่นเดียวกันกับบุคคลธรรมดานะครับ

ตัวอย่างของนิติบุคคลก็ได้แก่ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด สมาคม มูลนิธิ รวมไปถึงนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน เช่น จังหวัด กระทรวง ทบวง กรม องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือวัด เป็นต้น

ด้วยเหตุที่นิติบุคคลไม่ใช่เป็นบุคคลตามธรรมชาติที่มีความรู้สึกนึกคิด มีวิจารณญาณ หรือสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองอยากแท้จริง เช่นนี้ ความแตกต่างประการหนึ่งระหว่างนิติบุคคลและบุคคลธรรมดานั่นก็คือ นิติบุคคลจำเป็นจะต้องมีผู้แทนที่เป็นบุคคลธรรมดากระทำการแทนเสมอนะครับ เช่น กรรมการบริษัท หุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นต้น

นอกจากความแตกต่างที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว นิติบุคคลยังมีกฎหมายกำหนดวงจรชีวิตเอาไว้นับตั้งแต่การถือกำเนิดขึ้น ไปจนถึงการสิ้นสุดลง โดยการถือกำเนิดของนิติบุคคลโดยหลักเกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาร่วมกันของผู้ที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และในกรณีที่เป็นบริษัทจำกัดหรือนิติบุคคลประเภทอื่นที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการจดทะเบียน บุคคลที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งนั้นต้องนำความไปจดทะเบียนกับนายทะเบียนไม่ว่าจะเป็นกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือหน่วยงานอื่นๆที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับนิติบุคคลประเภทนั้นๆ

เมื่อได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นมาแล้ว การมีชีวิตอยู่ของนิติบุคคลรวมไปถึงการเข้าแสดงเจตนาผูกพันนิติบุคคลจะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ในกรณีที่นิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจะเข้าไปสัญญาผูกพันบริษัทผู้ที่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามจะต้องมีการลงนามให้ครบถ้วนและถูกต้องตามที่ปรากฏหนังสือรับรองของบริษัท เป็นต้น

นอกจากนี้ นิติบุคคลยังสามารถสิ้นสุดลงได้ ซึ่งเทียบได้กับการเสียชีวิตของบุคคลธรรมดา โดยที่นิติบุคคลจะสิ้นสุดลงได้ในกรณีดังต่อไปนี้ครับ

  1. เมื่อศาลสั่งให้ล้มละลาย
  2. เมื่อครบกำหนดหรือเงื่อนไขตามที่กำหนดเอาไว้ในตราสารจัดตั้ง
  3. เมื่อบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดเอาไว้ในกฎหมายหรือตราสารจัดตั้ง
  4. ในกรณีนิติบุคคลที่จัดตั้งตามกฎหมายมหาชน เมื่อกฎหมายนั้นถูกยกเลิก

โดยสรุปแล้ว นิติบุคคลก็คือ บุคคลที่แยกต่างหากออกมาจากผู้ถือหุ้นนั่นเองครับ นิติบุคคลจะมีความสามารถ และความรับผิดชอบเป็นของตนเองตามที่กฎหมายกำหนด แต่อย่างไรก็ดี นิติบุคคลเป็นเพียงบุคคลที่สมมุติขึ้นมาและยังต้องมีบุคคลธรรมดาเป็นผู้แทนในการดำเนินการติดต่อธุรกิจ และรวมไปถึงการทำนิติกรรมต่าง ๆ อีกด้วยครับ

ทำไมถึงควรตั้งบริษัทจำกัด?

อย่างที่ได้เกริ่นไปตอนต้นว่า นิติบุคคลภายใต้กฎหมายไทยมีหลายประเภทนะครับ แต่นิติบุคคลที่ผู้ประกอบการนิยมกันมากที่สุดคือ นิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เนื่องมาจากความได้เปรียบและข้อแตกต่างสำคัญหลายประการดังต่อไปนี้

  1. ความน่าเชื่อถือ
  2. การคำนวณภาษี
  3. เพิ่มความมั่นคงของกิจการ
  4. การจำกัดความรับผิดของผู้ถือหุ้น
  5. เพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุน
  6. เป็นบันไดขั้นแรกสู่การเติบโตในอนาคต

ความน่าเชื่อถือ

ผู้ประกอบการหลาย ๆ เมื่อได้ดำเนินธุรกิจมาซักระยะนึงแล้ว ก็เริ่มที่จะมีลูกค้าเป็นบริษัทหรือนิติบุคคลต่าง ๆ มากขึ้นนะครับ และบริษัทหรือห้างร้านโดยมากแล้ว ก็จะดูว่า ท่านได้มีการจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือไม่ เพราะจากมุมมองของผู้บริโภคแล้ว การที่มีการจดทะเบียนบริษัทจะดูน่าเชื่อถือ ดูเป็นหลักแหล่งมากกว่าการให้บริการในนามบุคคลธรรมดาครับ ด้วยเหตุที่ข้อมูลการจดทะเบียนของบริษัทจะเป็นข้อมูลสาธารณะที่ประชาชนทั่วไป สามารถเข้าไปค้นหาดูได้ โดยผู้ให้บริการคือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ครับ

ซึ่งข้อมูลที่มีให้ก็จะมีตั้งแต่ข้อมูลทั่วไปของนิติบุคคล เช่น ชื่อบริษัท ที่อยู่ ชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและเงื่อนไขในการลงนาม ทุนจดทะเบียน วัตถุประสงค์ของบริษัท หรือรวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับงบการเงินของบริษัทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการยื่นในทุก ๆ ปีนะครับ ข้อมูลเหล่านี้ ผู้ที่มาใช้บริการหรือซื้อสินค้าของเราก็จะเอาไปประเมินว่า บริษัทของเราน่าเชื่อถือหรือไม่ อันเป็นข้อพิจารณาสำคัญในการเข้ามาเป็นลูกค้าครับ 

แต่ดำเนินธุรกิจในนามของบุคคลธรรมดา จะไม่มีการยื่นข้อมูลต่อภาครัฐ ไม่มีการจดทะเบียน ทำให้ข้อมูลนี้ไม่อยู่ภายใต้ฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพานิชย์ แต่ข้อมูลเหล่านี้กระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน ทั้งหน่วยงานรัฐและธนาคาร และทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าสืบค้นหรือเข้าถึงได้นะครับ ทำให้คนที่จะเข้ามาใช้บริการหรือซื้อสินค้าไม่สามารถตรวจสอบได้ครับ หากท่านเป็นผู้ซื้อบริการหรือสินค้า ท่านก็ย่อมเลือกซื้อกับคนที่ท่านสามารถตรวจสอบข้อมูลได้มากกว่า จริงมั้ยครับ

การคำนวณภาษี

จริงอยู่ที่การดำเนินธุรกิจในรูปแบบของบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมา ทั้งค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน ค่าใช้จ่ายในการทำบัญชี แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นลักษณะสำคัญของบริษัทจำกัดคือ ฐานการคำนวณภาษีที่จะคำนวณจาก “กำไร” ของบริษัทนั่นเองครับ โดยกฎหมายกำหนดให้สามารถนำเอาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาหักจากรายได้ และคำนวณภาษีตามอัตราภาษีโดยสำหรับ SMEs แล้วอัตราจะไม่เกิน 20% ของกำไรครับ ซึ่งในหลาย ๆ ครั้ง ก็ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีอีกด้วยครับ 

นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดให้ผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลสามารถนำเอาค่าใช้จ่ายมาหักได้มากกว่าที่จ่ายจริง เช่น การจ้างผู้สูงอายุทำงาน หักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า การจ้างนักศึกษาทำบัญชี หักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า การทำวิจัยและพัฒนา หักค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า การลงทุนซื้อเครื่องจักร หักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า เป็นต้น หรือการหักค่าสึกหรอหรือค่าเสื่อม

ซึ่งต่างจากการดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อบุคคลธรรมดาซึ่งจะคำนวณภาษีตามอัตราของบุคคลธรรมดาซึ่งสูงสุดถึง 35% และมีสิทธิลดหย่อนเพียงเท่าที่กฎหมายกำหนดให้มีได้สำหรับบุคคลธรรมดา เช่น ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าลดหย่อนกรณีบิดามารดาอายุถึงเกณฑ์ ฯลฯ เท่านั้น

เช่นนี้ หากท่านต้องการที่จะประกอบธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตและมีรายได้สูง อาจจะพิจารณาจดทะเบียนนิติบุคคลแบบบริษัทจำกัดอาจจะทำให้ท่านประหยัดมากกว่าการดำเนินการภายใต้ชื่อของบุคคลธรรมดามากครับ

เพิ่มความมั่นคงของกิจการ

การดำเนินธุรกิจในรูปแบบของบริษัท โดยมากแล้วก็จะมีการจ้างผู้อื่นเข้ามาช่วยทำงานหรือบริการองค์กร หรือมีคนอื่นเป็นหุ้นส่วนด้วยนะครับ ซึ่งคนเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นหุ้นส่วนก็มีส่วนได้เสียและมีแรงจูงใจในการที่จะทำให้ธุรกิจของบริษัทดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ดังนี้ หากมีใครสักคนนึงเป็นอะไรไป คนที่เหลือก็มีแรงจูงใจที่จะเข้ามาดูแลการดำเนินกิจการให้เดินหน้าต่อไปได้อีกด้วยครับ

การจำกัดความรับผิดของผู้ถือหุ้น

นอกจากลักษณะทั่วไปที่คล้ายกับนิติบุคคลประเภทอื่น นิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีข้อแตกต่างที่เด่นชัดนิติบุคคลประเภทอื่นนั่นก็คือ การจำกัดความรับผิดของผู้ที่เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทนั่นเองครับ โดยกฎหมายกำหนดว่า ผู้ที่เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดจะต้องรับผิดในหนี้สินของบริษัทเพียงเท่าจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังไม่ได้ชำระแก่บริษัทเท่านั้นเองครับ นั่นก็หมายความว่า หากผู้ถือหุ้นรายใดได้ชำระค่าหุ้นของตนเต็มจำนวนแล้วก็ไม่ต้องในหนี้สินของบริษัทต่อบุคคลภายนอกนั่นเองครับ

ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจในเรื่องของการจำกัดความรับผิดผู้ที่เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทดังต่อไปนี้ครับ สมมุติว่านายวันชัยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท สุจินดา จำกัด โดยนายวันชัยถือหุ้นอยู่จำนวนทั้งสิ้น  100,000 หุ้น โดยหุ้นที่นายวันชัยถืออยู่มีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท  บาท ดังนี้ มูลค่าหุ้นของนายวันชัยทั้งหมดจึงเท่ากับ 1 ล้านบาท ต่อมาบริษัท สุจินดา จำกัด ได้ไปว่าจ้างบริษัท อัตโนมัติ จำกัด สร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในราคา  10 ล้านบาท แต่ไม่สามารถที่จะจ่ายค่าจ้างดังกล่าวได้ บริษัท อัตโนมัติ จำกัด จึงได้ยื่นฟ้องบริษัท สุจินดา จำกัด เพื่อให้ชำระหนี้ดังกล่าวแต่บริษัท สุจินดา จำกัด ไม่มีเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา บริษัท อัตโนมัติ จำกัด จึงได้ใช้สิทธิ์ในการบังคับเอาจากผู้ถือหุ้นของบริษัท

กรณีที่ 1  นายวันชัยได้ชำระค่าหุ้นตามราคาหุ้นที่ตราไว้  10 บาท ต่อหุ้นครบถ้วนแล้ว เช่นนี้ บริษัท อัตโนมัติ จำกัด จึงไม่สามารถที่จะเรียกร้องหนี้สินที่บริษัท สุจินดา จำกัด ค้างชำระ จากนายวันชัยได้แม้แต่บาทเดียวเลยนะครับ

กรณีที่ 2  นายวันชัยได้ชำระค่าหุ้นเอาไว้เพียงแค่  5 บาท ต่อหุ้นเป็นจำนวนทั้งหมด 100,000 หุ้น และยังคงไม่ได้ชำระค่าหุ้นอีกเป็นเงินทั้งสิ้น 500,000 บาท ดังนี้ บริษัท อัตโนมัติ จำกัด สามารถที่จะเรียกให้นายวันชัยชำระหนี้สินคงค้างของบริษัท สุจินดา จำกัด ได้เพียงแค่เท่าจำนวนค่าหุ้นที่นายวันชัยยังคงชำระต่อบริษัท สุจินดา จำกัด นั่นก็คือเป็นจำนวนเงิน  500,000 บาทเท่านั้น ไม่ใช่ 10 ล้านบาทนะครับ

เพิ่มความมั่นใจให้แก่นักลงทุน

เมื่อกิจการมีการขยายตัวมากขึ้นก็จำเป็นจำจ้องมีการเพิ่มศักยภาพเพื่อให้สามารถรองรับการเติบโตได้เช่นกันนะครับ แต่การขยายศักยภาพนี้ก็มีค่าใช้จ่ายตามมาด้วยนะครับ โดยทั่วไปแล้วก็จะเป็นการสะสมจากกำไรแล้วเอามาลงทุน แต่วิธีนี้ก็ต้องใช้เวลามากทีเดียวครับ และก็มีความเสี่ยงที่คู่แข่งจะเข้ามาแย่งตลาดไปได้ในระหว่างที่เรากำลังสะสมเงิน อีกวิธีนึงที่นิยมกันก็คือ การหานักลงทุนเข้ามาลงทุนในกิจการครับ

ในสายตาของนักลงทุนเรื่องความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมากนะครับ หากไม่มีความน่าเชื่อถือแล้วการลงทุนก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ โดยขั้นตอนที่สำคัญในการเข้าลงทุนนั่นก็คือ ขั้นตอนการสอบทานธุรกิจ อันเป็นขั้นตอนที่ประกอบด้วยการเข้ามาตรวจสอบข้อมูลด้านต่างๆของธุรกิจ เช่น ข้อมูลด้านการเงิน ด้านบัญชี ข้อมูลด้านกฎหมายต่างๆ เป็นต้น 

โดยการดำเนินการในขั้นตอนนี้เป็นไปเพื่อการประเมินศักยภาพของธุรกิจรวมไปถึงความเสี่ยงที่บริษัทมีอยู่ ซึ่งการดำเนินกิจการในรูปแบบบริษัทจำกัด ข้อมูลเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะจากฐานข้อมูลการจดทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ อันถือได้ว่าเป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือและมีความถูกต้องแม่นยำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมากครับ

ในกรณีที่การดำเนินธุรกิจอยู่ภายใต้ชื่อของบุคคลธรรมดา ข้อมูลเหล่านี้จะได้มาจากผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจเท่านั้น ในสายตาของนักลงทุนความน่าเชื่อถือย่อมน้อยกว่าข้อมูลที่ได้รับจากบุคคลที่สามอย่างแน่นอนครับเมื่อความน่าเชื่อถือน้อยลงโอกาสในการที่จะได้รับการลงทุนย่อมน้อยลงตามไปด้วยครับ ว่ากันตามตรงแล้วในทางปฏิบัตินักลงทุนมักจะขอให้ธุรกิจที่ดำเนินภายใต้ชื่อของบุคคลธรรมดาไปดำเนินการจดทะเบียนให้เป็นบริษัทจำกัดให้เรียบร้อยก่อนที่จะมีการเข้าลงทุนด้วยนะครับ

เป็นบันไดขั้นแรกสู่การเติบโตในอนาคต

อย่างที่ได้กล่าวเอาไว้ข้างต้น การดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทมีสิทธิในการลดหย่อนภาษีมากมายตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ยังเพิ่มโอกาสในการได้รับการลงทุนจากนักลงทุนต่าง ๆ มากกว่าธุรกิจที่ดำเนิน ภายใต้ชื่อของบุคคลธรรมดามากมายนะครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เมื่อประกอบรวมกันก็ช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจสามารถเจริญเติบโตได้ดีกว่าการดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อของบุคคลธรรมดาครับ

ด้วยเหตุที่การดำเนินกิจการของนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด กฎหมายได้ออกแบบมาให้มีข้อกำหนดและข้อบังคับในการดำเนินกิจการที่คล้ายคลึงกับบริษัทมหาชน ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่สามารถระดมทุนจากประชาชนทั่วไปได้ ทำให้เมื่อถึงเวลาที่ธุรกิจเติบโตมากเพียงพอสามารถที่จะแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนเพื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลามาทำการจดทะเบียนบริษัทและดำเนินการเกี่ยวกับการสร้างระบบการเงินหรือการบัญชีให้ยุ่งยากอีกต่อไปแล้วครับ

โดยสรุปแล้วการดำเนินกิจการภายใต้รูปแบบของนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นจำนวนหนึ่งและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการมากกว่าการดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อของบุคคลธรรมดาก็ตาม แต่โอกาส สิทธิตามกฎหมาย และความน่าเชื่อถือที่มีต่อองค์กรธุรกิจของท่านก็สามารถที่จะส่งเสริมให้ธุรกิจของท่านเจริญเติบโตได้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัดครับ ผมเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน และทำให้ท่านสามารถมีแหล่งรายได้ที่มั่นคง จุดเริ่มต้นของมันคือการวางระบบอย่างชัดเจนและถูกต้อง นิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเริ่มต้นธุรกิจที่มั่นคงและยั่งยืนครับ